โรคถุงลมโป่งพอง

โรคถุงลมโป่งพอง (Pulmonary Emphysema)

ส่วนใหญ่เกิดจากการสูบบุหรี่พบในผู้สูงอายุ โดยที่สมรรถภาพการทำงานของปอดจะค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ และผู้ป่วยจะมีอาการเหนื่อยเป็นลำดับ เมื่อโรคเป็นมากขึ้น แม้เพียงทำกิจวัตรประจำวัน เช่น ล้างหน้า แปรงฟัน รับประทานอาหาร ผู้ป่วยก็จะรู้สึกเหนื่อย ผู้ป่วยโรคนี้ต้องทนทุกข์ทรมานมาก ทำให้สุขภาพและความเป็นอยู่เสื่อมถอยลง ซึ่งรวมทั้งทางด้านจิตใจด้วย นอกจากนั้นยังเป็นภาระกับบุคคลในครอบครัว และต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเป็นจำนวนมาก


 

ปอด หลอดลม และถุงลม

ภายในปอดประกอบไปด้วยถุงลมเล็กๆเป็นจำนวนนับล้านๆ ถุง ถุงลมเหล่านี้มีขนาดเล็กมากกว่าปลายเข็ม
ผนังถุงลมจะบางมาก และมีเส้นเลือดฝอยบุอยู่ตามผนังถุงลม เวลาคนเราหายใจเข้าสู่ปอด อากาศที่มีออกซิเจน
จะเข้ามาถึงถุงลมเล็กๆ เหล่านี้ ซึ่งจะเป็นที่ที่ออกซิเจนซึมผ่านผนังถุงลมเข้าสู่เส้นเลือดฝอยเพื่อไปเลี้ยงร่างกาย ขณะเดียวกันคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเสียจะถูกขับออกจากเส้นเลือดฝอยเข้าสู่ถุงลม และถูกขับออกจากร่างกายโดยการหายใจออก


 

สาเหตุของโรค

สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการสูบบุหรี่เนื่องจากการสูบบุหรี่จะต้องมีการสูดเอาควันบุหรี่เข้าไปในร่างกาย โดยผ่านเข้าไปในปอด สารพิษในควันบุหรี่ที่มีมากมายก่อให้เกิดอันตรายต่อเนื้อปอดและหลอดลม

ในชาวตะวันตกพบสาเหตุเกิดจากภาวะพร่องเอ็นซัยม์อัลฟาวันแอนติทริปซิน กลุ่มนี้ทำให้เกิดโรคถุงลมโป่งพองชนิดถ่ายทอดทางพันธุกรรม อาการปรากฎเด่นชัดในช่วงวัยกลางคน ผู้ป่วยมักจะไม่สูบบุหรี่ ภาวะนี้พบได้ร้อยละ 3 ของโรคปอดเรื้อรังทั้งหมด


 

อาการ

ผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองจะมีอาการแตกต่างกันได้มาก ตั้งแต่มีอาการเพียงเล็กน้อย จนมากถึงขนาดไม่สามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ระยะแรกๆ จะมีอาการไอเรื้อรัง อาจมีเสมหะร่วมด้วย เป็นหวัดง่ายแต่หายช้า หลอดลมอักเสบบ่อยๆ หากยังสูบบุหรี่อยู่ อาการก็จะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ ระยะต่อมาจะมีอาการเหนื่อยหอบมากขึ้นเรื่อยๆ
หน้าอกบวมโป่ง หายใจมีเสียงวี้ดในอก ออกกำลังได้น้อย ขึ้นบันไดหรือเดินเร็วๆ ก็เหนื่อยแล้ว ระยะที่โรคเป็นมาก แม้จะทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ผู้ป่วยก็จะเหนื่อย เช่น เดินไปมาในบ้านก็เหนื่อย และระยะสุดท้ายอยู่เฉยๆ ก็เหนื่อย
ไม่สามารถทำอะไรได้เลย เหมือนคนพิการ ต้องนอนเฉยๆ และต้องใช้ออกซิเจน ช่วยในการหายใจตลอดเวลา เนื่องจากถุงลมถูกทำลายจนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อีก

ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรังมักจะมีอาการไอเป็นเลือดได้บ่อย ซึ่งจะเกิดขึ้นในระยะที่โรคกำลังกำเริบ ผู้ป่วยไอมาก ไอรุนแรง เสมหะข้นเหนียวและ มีหนองปน เลือดที่ปนออกมาไม่มากเท่าใดนัก อาการไอเป็นเลือดอาจเป็นอาการของโรคมะเร็งปอดที่เกิดขึ้นร่วมด้วยได้ จึงควรไปพบแพทย์และตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม


 

imageการวินิจฉัย

โรคนี้สามารถให้การวินิจฉัยได้จากประวัติอาการ การตรวจร่างกาย การตรวจภาพรังสีการประเมินความรุนแรงของโรค พบว่าบางครั้งโรคจะอยู่ในระยะสงบ ผู้ป่วยสบายดีหรือมีอาการหอบเหนื่อยเพียงเล็กน้อย ในขณะที่บางครั้งอาการอาจรุนแรงมากอาการหอบเป็นมากขึ้น รู้สึกเหนื่อย กินอาหารไม่ได้ นอนไม่ได้ การตรวจวัดสมรรถภาพของปอดและทางเดินหายใจช่วยประเมินความรุนแรงของโรคได้เป็นอย่างดี เครื่องไม้เครื่องมืออาจแตกต่างกันไปได้บ้าง แต่ผลการตรวจจะช่วยให้แพทย์วางแนวทางการดูแลรักษาได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การวัดระดับความเข้มข้นของก๊าซออกซิเจนในเลือด ก็ถือว่าเป็นดัชนีที่มีประโยชน์ในการประเมินความรุนแรงของโรคเช่นกัน


 

การรักษา

หลักการรักษาโรคถุงลมโป่งพองนอกจากจะบรรเทาอาการของผู้ป่วยแล้ว แพทย์ยังจะต้องนึกถึงวิธีที่จะทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น และถ้าเป็นไปได้ให้มีชีวิตอยู่นานขึ้นด้วย การรักษาตัวของผู้ป่วยถ้าทำโดยถูกวิธี อย่างน้อยอาจทำให้ผู้ป่วยสบายขึ้น มีอาการเหนื่อยน้อยลง สามารถที่จะทำงานหรือช่วยตัวเองได้มากขึ้น อาการกำเริบของโรคน้อยลงและเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลน้อยลงด้วย


 

ยาขยายหลอดลม

ยาขยายหลอดลมมีทั้งชนิดกินฉีด และพ่น บางชนิดออกฤทธิ์ยาว บางชนิดออกฤทธิ์สั้น ปัจจุบันนิยมใช้ยาขยายหลอดลมชนิดพ่นที่ออกฤทธิ์นาน ส่วนยาขยายหลอดลมชนิดพ่นที่ออกฤทธิ์รวดเร็วมีประโยชน์ในกรณีที่
ผู้ป่วยเริ่มมีอาการหอบ การเลือกใช้ยาเหล่านี้ตามคำแนะนำของแพทย์ช่วยให้การดูแลรักษาโรคดีขึ้นมาก บ่อยครั้งช่วยให้อาการของโรคที่กำลังจะกำเริบบรรเทาทุเลาลงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ยาพ่นให้ถูกวิธีช่วยให้ผู้ป่วยได้รับยาในขนาดและปริมาณที่เหมาะสม


 

ยาสเตียรอยด์

ในกรณีที่อาการรุนแรงหรือมีอาการหลอดลมอักเสบร่วมด้วย แพทย์อาจพิจารณาใช้ใช้ยาสเตียรอยด์ ซึ่งออกฤทธิ์ต้านการอักเสบได้ดี บรรเทาอาการต่างๆ ได้มาก นิยมใช้ในระยะกำเริบเพื่อควบคุมอาการให้กลับสู่ปกติ ไม่นิยมใช้ต่อเนื่องเนื่องจากเป็นยาที่มีผลข้างเคียงมาก และจำเป็นต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการใช้ยานี้ ร้อยละ 10-15 ของผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นชัดเจน ผลการตรวจพบสมรรถภาพของปอดพบว่าดีขึ้นภายหลังการใช้ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์เช่นกัน ปัจจุบันจึงนิยมใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่นมากกว่าชนิดรับประทานหรือฉีด


 

ยาอื่นๆ

การใช้ยาปฏิชีวนะไม่จำเป็นต้องใช้ในทุกกรณี หากพบว่าหรือมีหลักฐานชวนให้สงสัยว่าเกิดการอักเสบติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ แพทย์จึงจะพิจารณาเลือกใช้ยาปฏิชีวนะ โดยพิจารณาให้ยาเมื่อมีการกำเริบของโรค พบว่ามีการอักเสบของหลอดลมเนื่องจากการติดเชื้อเกิดขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการไอมีเสมหะมากขึ้น และเสมหะเปลี่ยนจากสีขาว เป็นสีเหลือง หรือสีเขียว หรือเป็นหนอง และผู้ป่วยอาจจะมีไข้ร่วมด้วย

ส่วนยาละลายเสมหะใช้เมื่อมีเสมหะเหนียว และเสมหะมาก แต่ยาที่ทำให้เสมหะคลายความเหนียวได้ดีที่สุดคือ น้ำ เพราะฉะนั้นผู้ป่วยควรจะดื่มน้ำให้เพียงพอ ถ้าร่างกายขาดน้ำจะทำให้เสมหะเหนียวขึ้น การพ่นละอองไอน้ำเข้าไปในอากาศที่หายใจเข้าไปอาจทำให้เสมหะออกง่ายขึ้น


 

ออกซิเจน

ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรังบางรายได้ผลดีจากการใช้เครื่องช่วยเพิ่มออกซิเจนผ่านทางหน้ากาก นิยมใช้ตอนกลางคืนขณะนอนหลับ ข้อดีของอุปกรณ์ชนิดนี้คือสามารถลดการคั่งของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากพอสมควร และยังสามารถปรับระยะเวลาการใช้เครื่องได้ตามความต้องการของผู้ป่วยแต่ละราย นอกจากนี้การใช้ออกซิเจนที่บ้านในกรณีที่ผู้ป่วยมีออกซิเจนในเลือดไม่เพียงพอ ซึ่งจะทราบได้โดยการใช้เครื่องวัดดูความอิ่มตัวของออกซิเจนในเลือด หรือสังเกตเห็นผู้ป่วยมีปากเขียว ลิ้นเขียว โดยเฉพาะขณะออกกำลัง ในการศึกษาวิจัยพบว่าผู้ป่วยที่มีการขาดออกซิเจนนั้น ถ้าให้ออกซิเจนนอกจากจะทำให้ผู้ป่วยสบายขึ้นแล้ว ยังทำให้ผู้ป่วยมีอายุยืนยาวขึ้นอีกด้วย

 

ที่มา : http://www.bangkokhealth.com/index.php/2009-01-19-03-15-35/1753--pulmonary-emphysema

Visitors: 38,715